อัปเดตล่าสุด: มิถุนายน 2569.
จีรวัฒน์ ตั้งบวรพิเชฐที่ปรึกษาอาวุโส การสร้างแบรนด์นายจ้างยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การทำงานภายใต้ความกดดันสูงและความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นเรื่องปกติ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า... มี "กลุ่มอาการหนึ่ง" ที่กำลังกัดกินพลังงานและความสุขของพนักงานมากกว่า 20% ทั่วโลก และในองค์กรที่มีวัฒนธรรมองค์กรอ่อนแอ ตัวเลขนี้ยิ่งพุ่งสูงขึ้นไปอีก!
อาการที่ว่านี้คือ "ภาวะหมดไฟในการทำงาน" (Burnout) ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าเป็น "ปรากฏการณ์ที่เกิดจากความเครียดเรื้อรังในที่ทำงานที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ" หากปล่อยไว้นานโดยไม่ดูแลให้ถูกจุด ไม่เพียงแต่จะบั่นทอนสุขภาพจิตและกายของพนักงานแต่ละคนเท่านั้น แต่ยังสามารถทำลายวัฒนธรรมองค์กร ประสิทธิภาพการทำงานโดยรวม และชื่อเสียงขององค์กรในระยะยาวได้อีกด้วย
ภาวะหมดไฟ จึงไม่ใช่แค่ปัญหาส่วนบุคคล แต่เป็น "วิกฤตที่ทั้ง HR และผู้นำองค์กรยุคใหม่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด"เพราะมันสะท้อนถึงคุณภาพของ EVP (Employee Value Proposition) หรือคุณค่าที่องค์กรส่งมอบให้กับพนักงาน และเป็นตัวชี้วัดสุขภาพขององค์กรที่แท้จริง
Burnout (ภาวะหมดไฟ) คืออะไร? นิยามจาก WHO
ในยุคที่ชีวิตการทำงานมักกลืนกินพื้นที่ส่วนตัว ภาวะหมดไฟจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อย และเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ได้บ่งชี้ว่าพนักงานคนนั้นไม่ตั้งใจ หรือขาดความสามารถ แต่เกิดจาก "ความเครียดสะสม" ที่จัดการได้ยาก
5 สาเหตุหลักของภาวะหมดไฟในองค์กร
ปัจจัยสำคัญที่มักเป็นสาเหตุของภาวะหมดไฟ ได้แก่:
- ขาดการควบคุมงานหรือเวลาของตัวเอง: รู้สึกเหมือนเป็นเพียงหุ่นยนต์ที่ถูกสั่งให้ทำงาน
- งานที่ไม่สอดคล้องกับคุณค่าหรือเป้าหมายส่วนตัว: ทำงานที่ไม่รู้สึกถึงความหมาย
- บทบาทหรือเป้าหมายของงานไม่ชัดเจน: สับสน ไม่รู้จะมุ่งไปทางไหน
- การสื่อสารไม่ชัดเจนกับผู้บริหารหรือหัวหน้างาน: ขาดความเข้าใจและทิศทาง
- การไม่ได้รับการยอมรับหรือสนับสนุน: ทุ่มเทแต่ไร้ซึ่งกำลังใจและคุณค่า
เมื่อสาเหตุเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยไม่มีพื้นที่ให้พนักงานรู้สึกถึงคุณค่าหรือการสนับสนุนที่เพียงพอ ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกหมดแรง ท้อแท้ และขาดแรงจูงใจในการทำงาน การเข้าใจถึงภาวะหมดไฟจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญ ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้ทั้งตัวบุคคลและทีมงานสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง
ผลกระทบของ Burnout ต่อองค์กร
ภาวะหมดไฟไม่ได้ส่งผลเฉพาะกับสุขภาพจิตและกายของพนักงานแต่ละคนเท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อประสิทธิภาพและเสถียรภาพโดยรวมขององค์กร:
- อัตราการลาออกที่พุ่งสูง (High Turnover Rate): เมื่อพนักงานรู้สึกหมดไฟ พวกเขามักจะตัดสินใจลาออกจากงาน ซึ่งทำให้องค์กรต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลในการสรรหาและฝึกอบรมพนักงานใหม่
- ประสิทธิภาพการทำงานลดลง (Decreased Productivity): พนักงานที่หมดไฟมักจะทำงานได้ช้าลง คุณภาพงานลดลง ขาดความคิดสร้างสรรค์ และไม่กระตือรือร้นในการทำงาน
- ทำลายบรรยากาศและวัฒนธรรมองค์กร: ความรู้สึกหมดไฟสามารถแพร่กระจายไปทั่วทั้งทีม ทำให้บรรยากาศการทำงานเต็มไปด้วยความหดหู่ หมดกำลังใจ และความไม่ไว้วางใจ
- ส่งผลต่อชื่อเสียงขององค์กร (Employer Brand): พนักงานที่หมดไฟอาจบอกเล่าประสบการณ์เชิงลบออกไปภายนอก ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความสามารถในการดึงดูดบุคลากรใหม่ๆ ขององค์กรในระยะยาว
ภาวะหมดไฟจึงกำลังกัดกินสุขภาพใจและคุณภาพชีวิตของพนักงานอย่างเงียบๆ พร้อมกับบั่นทอนเป้าหมายและชื่อเสียงขององค์กรในการก้าวไปสู่ความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึง
9 สัญญาณเตือนที่ HR ต้องสังเกต
หากองค์กรต้องรอให้พนักงานที่หมดไฟเป็นฝ่ายเดินเข้ามาบอกเองว่า "กำลังรู้สึกไม่ค่อยโอเค" อาจประเมินสถานการณ์ช้าเกินไป เพราะบ่อยครั้งที่พนักงานเองก็อาจไม่รู้ตัวว่ากำลังเผชิญกับภาวะหมดไฟอยู่ หรือไม่กล้าที่จะบอกเล่า
ภาวะหมดไฟไม่มีรูปแบบตายตัว และมักแสดงออกด้วยอาการต่างๆ เช่น เฉื่อยชา เบื่อหน่ายกับสิ่งที่เคยมีความหมาย หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่เหลือพลังงาน
จากการรวบรวมข้อมูลและประสบการณ์ในองค์กรต่างๆ พบว่ามี 9 ประเด็นสำคัญ ที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการสังเกตและติดตามภาวะหมดไฟในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ (สามารถใช้เป็นแบบสำรวจภายในได้):
- ความทุ่มเทในงานลดลง: ทำงานแค่ให้เสร็จไปวันๆ
- รู้สึกเหนื่อยล้าตลอดเวลา: แม้ว่าจะได้พักผ่อน
- มองโลกในแง่ลบกับงาน: บ่นเรื่องงานบ่อยขึ้น
- ประสิทธิภาพการทำงานลดลง: ผลงานไม่ดีเท่าเดิม
- หงุดหงิดง่าย / อารมณ์แปรปรวน: กับเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้า
- มีปัญหาสุขภาพทางกาย: ปวดหัว ปวดท้อง นอนไม่หลับ
- ขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้: ไม่สนใจพัฒนาตัวเอง
- ปลีกตัวจากเพื่อนร่วมงาน: ไม่ร่วมกิจกรรมทางสังคม
- รู้สึกว่างานไม่มีความหมาย: ไม่เห็นคุณค่าในสิ่งที่ทำ
เกณฑ์การประเมินเบื้องต้น
- หากพนักงานตอบ "ใช่": มากกว่า 7 ข้อจาก 9 ข้อ อาจบ่งชี้ว่าพนักงานและองค์กรกำลังเผชิญกับภาวะหมดไฟในระดับรุนแรง
- หากตอบ "ใช่": ตั้งแต่ 4-6 ข้อ อาจบ่งบอกถึงภาวะหมดไฟในระดับปานกลางที่ต้องรีบดูแล
- หากตอบ "ใช่": น้อยกว่า 3 ข้อ ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ก็ไม่ควรละเลย
เมื่อเปรียบเทียบกัน พนักงานที่หมดไฟจะแสดงออกถึงทัศนคติเชิงลบต่อองค์กร ประสิทธิภาพการทำงาน และประสิทธิภาพของทีมอย่างชัดเจน ดังนั้น การมีระบบหรือการดำเนินการสำรวจความคิดเห็นความเป็นอยู่ของพนักงานอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้องค์กรทราบถึงระดับของภาวะหมดไฟ และแสดงให้เห็นว่าองค์กรใส่ใจสุขภาพใจของคนทำงาน
ตัวเลขที่พิสูจน์ว่า Burnout ไม่ใช่แค่ความเหนื่อย แต่คือวิกฤตเชิงธุรกิจ
ข้อมูลที่ HR และ CEO ต้องรู้
67%
Burnout (2025–2026)
52%
Burnout (2021)
ของพนักงานทั่วโลกรายงานว่ากำลังประสบภาวะ Burnout ในปี 2025–2026 เพิ่มขึ้นจาก 52% ในปี 2021
eMonitor Employee Burnout Statistics 2026
45%
เคย Burnout / เหนื่อยล้าสะสม
43%
พอใจกับระดับความเครียด
ในไทย 45% เคย Burnout แต่มีเพียง 43% ที่พอใจกับระดับความเครียด
Nation Thailand / Workplace Happiness Survey 2025
ความสุขในที่ทำงานของพนักงานไทยอยู่ที่ 67% ต่ำกว่าอินโดนีเซีย (82%) และฟิลิปปินส์ (77%) และสูงกว่าแค่สิงคโปร์ (56%) และฮ่องกง (47%)
67%
ไทย
82%
อินโดนีเซีย
77%
ฟิลิปปินส์
ดูสถิติเพิ่มเติมซ่อนสถิติเพิ่มเติม
8x
พนักงานในองค์กรที่มีความเป็นพิษสูงมีโอกาสเกิด Burnout สูงกว่าถึง 8 เท่า เมื่อเทียบกับองค์กรที่มีวัฒนธรรมดี
Speakwise 2026
$3,999–$20,683
Burnout ทำให้นายจ้างสูญเสียเงินต่อพนักงาน 1 คน ต่อปี โดย 89% ของต้นทุนมาจาก Presenteeism (มาทำงานแต่ไม่มีประสิทธิภาพ) ไม่ใช่การลาป่วย
Gallup
20%
การ Engagement ของพนักงานทั่วโลกร่วงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2020 ในปี 2025 ส่งผลให้สูญเสีย GDP โลกกว่า $10 ล้านล้านดอลลาร์
Gallup State of Global Workplace 2026
เมื่อ Burnout สะท้อนผ่านเสียงพนักงาน
บ่อยครั้งที่พนักงานที่รู้สึกหมดไฟอาจมองข้ามสัญญาณของตัวเอง หรือสื่อสารความรู้สึกที่แท้จริงออกมาได้ยาก แต่ถ้อยคำที่พวกเขาเลือกใช้มักสะท้อนถึงสภาวะทางจิตใจที่ซ่อนอยู่
จากการศึกษาเชิงลึกพบว่า พนักงานที่เผชิญภาวะหมดไฟมักจะตอบคำถามเช่น “อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการทำงานที่นี่?” ด้วยถ้อยคำที่แตกต่างจากคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ:
- พนักงานทั่วไปอาจตอบว่า "เป็นสถานที่ทำงานที่ดี" สูงถึง 25%
- แต่พนักงานที่หมดไฟอาจจะตอบว่า "ไม่มีอะไรเลย": หรือใช้ถ้อยคำที่เปรียบเปรยถึงความรู้สึกถูกผูกมัด ไม่มีทางเลือก เช่น "เหมือนอยู่ในกับดัก"
นอกจากนี้ เมื่อถูกถามถึงปัญหาเชิงลึก พนักงานกลุ่มที่หมดไฟจะใช้คำที่สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างหรือวัฒนธรรมองค์กรมากกว่าคนอื่นถึง 71% ของถ้อยคำที่สะท้อนถึงปัญหา เช่น:
- "กลัวที่จะทำผิดพลาด"
- "เผชิญกับพฤติกรรมที่ไม่เป็นมิตร"
- "ถูกกลั่นแกล้ง"
- "การเลือกปฏิบัติ"
- "การเล่นพรรคเล่นพวก"
การมองลึกลงไปในทั้งข้อมูลเชิงปริมาณ (เช่น คะแนนจากแบบสำรวจ) และข้อมูลเชิงคุณภาพ (เช่น ภาษาที่ใช้ หรือความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกมา) จากเสียงของพนักงาน จะช่วยให้องค์กรเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับระดับของภาวะหมดไฟ และปัญหาที่ซ่อนอยู่ในวัฒนธรรมองค์กร
7 วิธีป้องกันและจัดการ Burnout ที่ได้ผล
การสังเกตและระบุสัญญาณของภาวะหมดไฟให้ได้ตั้งแต่ต้นถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการดูแลสุขภาวะของพนักงานอย่างยั่งยืน และข่าวดีคือ... ภาวะหมดไฟสามารถป้องกันและจัดการได้ หากองค์กรมีความตั้งใจและลงมือปรับปรุงอย่างจริงจัง
สิ่งที่องค์กรสามารถเริ่มต้นทำได้ทันที:
- สร้างวัฒนธรรมที่เปิดกว้างและไว้วางใจ: ให้พนักงานกล้าที่จะแสดงความรู้สึกและขอความช่วยเหลือเมื่อต้องการ โดยไม่กลัวการถูกตัดสิน
- กระจายภาระงานและมอบอำนาจ: ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และมีอิสระในการควบคุมงานหรือเวลาของตัวเองบ้าง เพื่อลดความเครียดสะสม
- รับฟังเสียงของพนักงานอย่างต่อเนื่อง: ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งแบบสำรวจความคิดเห็น (เชิงปริมาณ) และการสนทนาส่วนตัว (เชิงคุณภาพ)
- พัฒนาผู้นำให้เข้าใจและจัดการสัญญาณ Burnout: ผู้นำคือด่านหน้าในการสังเกตและช่วยเหลือพนักงานในทีมอย่างมีประสิทธิภาพ
- สื่อสารอย่างโปร่งใสและชัดเจน: กำหนดบทบาท เป้าหมาย และความคาดหวังให้ชัดเจน เพื่อลดความคลุมเครือที่นำไปสู่ความเครียด
- ส่งเสริม Work-Life Balance: สนับสนุนให้พนักงานรักษาสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวอย่างจริงจัง
- สร้างโอกาสในการเติบโตและพัฒนา: จัดการฝึกอบรม ให้โอกาสเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือมีเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน เพื่อให้พนักงานรู้สึกว่ามีอนาคต
การให้ความสำคัญกับภาวะหมดไฟในการทำงาน และรับฟังความรู้สึกของพนักงานอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ "สิ่งที่ดีต่อใจ" แต่คือ "การลงทุนที่สำคัญเชิงกลยุทธ์" ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อประสิทธิภาพ การรักษาบุคลากร และชื่อเสียงขององค์กร
องค์กรที่สามารถ "เห็น" สัญญาณของภาวะหมดไฟได้อย่างทันท่วงที และลงมือ "จัดการ" ปัญหาได้อย่างตรงจุด คือองค์กรที่จะสามารถรักษาขุมทรัพย์ที่สำคัญที่สุดอย่าง "คน" ไว้ได้ และพร้อมที่จะขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

จีรวัฒน์ ตั้งบวรพิเชฐ
ที่ปรึกษาอาวุโส การสร้างแบรนด์นายจ้าง
ผมช่วยองค์กรในการพัฒนาและเสริมสร้างแบรนด์นายจ้าง


















